บทที่ 7 โครงสร้างและหน้าที่ในสัตว์

โลมาว่ายน้ำช้าลงเมื่อตั้งท้อง

Research_DolphinNameงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Experimental Biology แสงดงให้เห็นว่าโลมาที่ตั้งท้องจะว่ายน้ำช้าลงกว่าครึ่ง

โลมาเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง มันออกลูกเป็นตัวเช่นเดียวกับมนุษย์ ชอน ลอเรน ต้องการศึกษาการว่ายน้ำของลูกโลมาในตอนแรก แต่หลังจากถ่ายภาพวิดีโอของโลมาว่ายน้ำตอนท้องมาดูด้วยกว่า 30 ชั่วโมง ทำให้เธอสนใจเรื่องของแม่โลมาขึ้นมา

จากการศึกษาพบว่าโลมาที่ท้องแก่ว่ายน้ำช้าลงกว่าครึ่งของความเร็วเดิมที่มันทำได้หากไม่ได้ตั้งท้อง

เมื่อตั้งคำถามว่าอะไรทำให้ว่ายน้ำช้าลง เกี่ยวข้องกับท้องที่ป่องออกมาหรือไม่?

นักวิทยาศาสตร์พบว่าความเร็วที่ลดลงนั้นเกิดจากการวาดหางขึ้นลงในการว่ายน้ำที่ลดลง 13% ของความกว้างในการวาดหางสร้างแรงดันในการเคลื่อนที่ ซึ่งน่าจะเกิดจากเหตุผลทางสรีระที่ตัวอ่อนอยู่ค่อนไปข้างหลัง และทำให้แม่โลมาท้องแก่ไม่สามารถสร้างแรงในการว่ายน้ำได้เหมือนเดิม

โลมาปกติทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 22 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่แม่โลมาท้องแก่มีความเร็วสูงสุดที่ 13 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ผู้ล่าที่กินโลมาเป็นอาหารอย่างเช่นวาฬเพชรฆาต สามารถทำความเร็วได้ระหว่าง 14-30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ฉลามขาวสามารถทำความเร็วได้ระหว่าง 22-25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในขณะที่ฉลามเสือว่ายด้วยความเร็วสูงสุดที่ 32 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วจะเห็นได้ว่าโลมาท้องแก่เสียเปรียบผู้ล่าของมันอยากมาก แต่ทั้งนี้มันก็คุ้มกับการลงทุนเลี้ยงดูลูกให้เติบใหญ่ในครรภ์ให้พร้อมก่อนคลอดออกมาดูโลก

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง:

บทที่ 4 วิวัฒนาการ

อาการน้ำหนีบในโลมา

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยในทะเลอย่างเช่นโลมา (dolphin) หรือวาฬ (whale) ที่ดำน้ำไปหาอาหารลึกๆนั้น จะมีการปรับตัวเพื่อลดเหตุที่จะทำให้เกิดโรคน้ำหนีบ (bend) หรือ “decompression sickness” แต่ในรายงานการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the Royal Society B แสดงให้เราเห็นสิ่งที่เกิดในทิศทางตรงกันข้าม

นักวิทยาศาสตร์ใช้เคลื่อนเสียงสแกนตามผิวหนังของโลมาเกยตื้น และพบว่ามีฟองอากาศอยู่ในชั้นไขมันของโลมาเหล่านี้ ซึ่งเป็นลักษณะของการเกิดน้ำหนีบ เมื่อมันขึ้นมาเกยตื้นเร็วเกินไป

สิ่งที่สัตว์พวกนี้ทำเวลาขึ้นจากระดับน้ำลึก เหมือนกับนักประดาน้ำเรา ประกอบด้วยการค่อยขึ้นสู่ผิวน้ำ และลอยตัวอยู่ในระดับความลึกก่อนที่จะขึ้นสู่ผิวน้ำ เพราะระหว่างที่ดำน้ำลึกๆนั้น ร่างกายจะได้ไนโตรเจนจำนวนมาก แต่พอเราขึ้นสู่ผิวน้ำ ไนโตรเจนที่ละลายอยู่ในน้ำเลือดและเนื้อเยื่อจะแยกตัวออก รวมกันเป็นฟองอากาศ และอุดตันเส้นเลือด ทำให้เกิดอาการของน้ำหนีบ และเป็นอันตรายได้

การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมที่สัตว์พวกเลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลมีพฤติกรรมแบบเดียวกับที่นักประดาน้ำทำ จึงแสดงให้เห็นว่าสัตว์พวกนี้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคน้ำหนีบหากขึ้นจากระดับความลึกมากๆสู่ผิวน้ำที่เร็วเกินไปด้วยเช่นกัน

ที่มา: BBC News – Dolphins ‘decompress like humans’.

อ่านเพิ่มเติมที่: Bubbles in live-stranded dolphins

บทที่ 5 ความหลากหลาย

โลมาชนิดใหม่

ข่าวนี้เกี่ยวกับรายงานการค้นพบโลมาชนิดใหม่ชนิด Tursiops australis ในทะเลนอกชายฝั่งของเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ที่ตีพิมพ์ในวารสาร PLoS ONE

จากชื่อสถานที่ที่ค้นพบแล้วไม่น่าจะเป็นที่ที่จะพบโลมาชนิดใหม่ เพราะนักวิทยาศาสตร์น่าจะศึกษาพวกมันจนทะลุปรุโปร่งแล้วในพื้นที่เหล่านี้ แต่ปรากฎว่านักวิทยาศาสตร์ก็คงคิดว่ามันก็คงเป็นโลมาปากขวด (bottlenose dolphin) เหมือนๆกัน ซึ่งได้แก่ชนิด Tursiops truncatus และ Tursiops aduncus

มีคนที่คิดว่ามันอาจเป็นสปีชีส์ใหม่เหมือนกัน และพบว่าการศึกษากระโหลกของโลมาในพิพิธภัณฑ์พบว่าพวกมันมีลักษณะของกระโหลกที่แตกต่างกัน นอกจากนี้การยืนยันด้วยสารพันธุกรรมในดีเอ็นเอ ก็แสดงให้เห็นว่าของ T. australis มีความแตกต่างจากโลมาปากขวดชนิดอื่น

ผลของการยืนยันว่ามันเป็นโลมาชนิดใหม่ และพบเพียงสองประชากรเท่านั้น ทำให้ทางการสามารถประกาศให้มันเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ (endangered species) และอนุรักษ์พวกมันไว้

อย่างน้อยก็อย่าให้เหมือนกับที่ทำไว้กับเสือทัสมาเนียนในอดีตก็แล้วกัน

ที่มา: BBC News – New species of dolphin discovered.