บทที่ 2 เซลล์, บทที่ 4 วิวัฒนาการ, บทที่ 8 นิเวศวิทยา

เวลาในขวดแก้ว

เมื่ออุกกาบาตชนโลก แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นเปลี่ยนเป็นความร้อนที่อาจหลอมละลายสารต่างๆได้ ในที่นี้อาจจเป็นทรายที่มีซิลิกา แล้วเมื่อเย็นตัวลงก็จะกลายเป็นแก้ว

ในขณะที่จะกลายเป็นแก้ว มันอาจมีสิ่งต่างๆอยู่ในบริเวณนั้น เช่นต้นหญ้าในทุ่งของอาร์เจนตินา ที่ถูกเก็บไว้ในชิ้นแก้วที่เกิดจากอุกกาบาตที่ตกในบริเวณนั้น

ลักษณะของพืชที่อยู่ในชิ้นแก้ว มีองค์ประกอบคล้ายแก้วที่หุ้มมันอยู่แสดงให้เห็นว่าองค์ประกอบของแก้วซึมซาบเข้าไปในเนื้อเยื่อพืชอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็ได้เก็บรักษาลักษณะของเซลล์ไว้ได้ ซึ่งเห็นได้ด้วยการศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนเป็นต้น

ทำไมพืชจึงไม่ถูกเผาไหม้ไปในสภาวะที่ร้อนพอที่จะหลอมทรายให้เหลวได้?

เมื่อนักวิทยาศาสตร์ทำการทดลอง พบว่าอุณณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญ หากร้อนน้อยกว่า 1,500 องศาเซลเซียส ตัวอย่างพืชอาจถุกเผาไหม้ไป แต่หากสูงกว่านั้นกลับมีโอกาสที่ตัวอย่างพืชจะถูกเก็บรักษาไว้ได้ ซึ่งผู้ศึกษาคาดว่าอาจเป็นไอน้ำที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นตัวป้องกันตัวอย่างพืชในช่วงเวลานั้น

นักวิทยาศาสตร์คิดว่าอาจเป็นแนวทางใหม่ในการศึกษาสิ่งมีชีวิตบนดาวอื่น เช่นดาวอังคาร โดยการหาตัวอย่างแก้ว แล้วมองหาสิ่งที่อาจถูกเก็บรักษาไว้ในชิ้นแก้วนั้นด้วยกระบวนการดังที่เราพบจากการศึกษานี้ได้

ที่มา: http://www.bbc.com/news/science-environment-27075508

Advertisements
บทที่ 4 วิวัฒนาการ, บทที่ 8 นิเวศวิทยา

แบบจำลองอุกกาบาตชนโลก

ในเวลาที่เรามีอุกกาบาตมาระเบิดกลางเวหาและก็มีดาวเคราะห์น้อยพุ่งเฉียดโลก หากเกิดการพุ่งชนกันจริงจะเป็นอย่างไร มาลองใช้แบบจำลองนี้ดู

image

http://www.purdue.edu/impactearth/

บทที่ 4 วิวัฒนาการ

วันที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์

image

‘Closest’ dinosaur extinction date http://www.bbc.co.uk/news/uk-scotland-glasgow-west-21379024 นักวิทยาศาสตร์เพิ่มความละเอียดเข้าไปอีกในการระบุว่าไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปเมื่อไหร่กันแน่ และจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากซากดึกดำบรรพ์และหลักฐานทางธรณีวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการพุ่งเข้าชนโลกของอุกาบาตยักษ์เมื่อ 66,038,000 ปีที่แล้ว แต่การพุ่งชนของอุกกาบาตเป็นจุดพลิกผันที่เสริมให้ไดโนเสาร์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์อยู่แล้วในเวลานั้นให้สูญพันธุ์ไปจริงๆในที่สุด

บทที่ 4 วิวัฒนาการ

กำเนิดอุกกาบาตที่มาชนโลกเมื่อ 65 ล้านปีก่อน

ข่าวนี้กล่าวถึผลการศึกษาใหม่จากนาซา (NASA) ที่ใช้คลื่นอินฟาเรด (infrared) ในการศึกษาอายุดาวเคราะห์น้อยระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสของระบบสุริยะจักรวาล ถึวที่มาของอุกกาบาตที่มาชนโลกจนไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปเมื่อ 65 ล้านปีก่อน

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ชื่อแบพติสตินา (Baptistina) ชนกับหินอื่นจนเกิดเป็นชิ้นส่วนที่พุ่งชนโลกเมื่อ 65 ล้านปีนั้น แท้จริงแล้วอาจจะไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้

ด้วยการศึกษาใหม่แสดงให้เห็นว่าชิ้นส่วนของแบพติสตินานั้นเกิดขึ้นจากการชนเมื่อ 80 ล้านปีก่อน ทำให้มีเวลาน้อยเกินไปสำหรับจะมาพุ่งชนโลกเอาในอีก 15 ล้านปีต่อมา

อย่างไรก็ตามนักวิจัยเชื่อว่าอุกกาบาตจากแนวดาวเคราะห์น้อยจะมาชนโลกได้ จะใช้เวลาอย่างน้อย 10 ล้านปี ดังนั้นจึงยังอาจเป็นไปได้ แต่ก็ต้องศึกษากันต่อไป ว่าก้อนที่มาชนโลกในตอนนั้นมีความเป็นอย่างไรกันแน่

ที่มาของข่าว: BBC News – Asteroid thought to kill dinosaurs may not be guilty.