บทที่ 3 พันธุศาสตร์

เซลล์ดื้อเอชไอวี

นักวิทยาศาสตร์รายงานในวารสาร Nature Immunology ว่าเซลล์บางประเภทมีความต้านทานต่อไวรัสเอชไอวีเนื่องจากมันมีปริมาณของ dNTP ที่จะนำไปสร้างสารพันธุกรรมอยู่ในระดับต่ำเกินไป

ในการศึกษานี้พบว่าเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เป็นแหล่งเพิ่มจำนวนของไวรัสเอชไอวีเสมอไป เพราะในบรรดาเซลล์เหล่านั้นมีเซลล์เช่นแมโครเฟจ เดนไดตริกเซลล์ และพวกไมอีลอยด์เซลล์

คำอธิบายที่นักวิทยาศาสตร์เสนอก็คือเซลล์พวกนี้เป็นเซลล์ที่จะไม่แบ่งตัว และมีกลไกทำลายสารตั้งต้นสำหรับนำไปสร้างสารพันธุกรรมด้วยโปรตีน SAMHD1 ทำให้เมื่อมันมีไวรัสเข้ามา ไวรัสจึงไม่มีสารตั้งต้นสำหรับการแบ่งตัวให้นำไปใช้ในการเพิ่มจำนวน

ในการศึกษานั้นผู้วิจัยพบว่าไวรัสที่มีที่มาจากลิงอื่น มีโปรตีน Vpx ที่จะป้องกันไม่ให้ SAMHD1 ไปลด dNTP ได้ซ้ำยังทำให้ SAMHD1 เสื่อมสภาพไปอีกด้วย

อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์ก็เห็นว่าเซลล์เป้าหมายของไวรัสเอชไอวีเป็นเซลล์ที่แบ่งตัวอยู่ การทำให้เซลล์พวกนี้ไม่แบ่งตัว หรือมี SAMHD1 ทำลาย dNTP ในเซลล์เหล่านี้ก็จะส่งผลให้ภูมิคุ้มกันต่ำลงเช่นกัน

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง:

Advertisements
บทที่ 2 เซลล์, บทที่ 8 นิเวศวิทยา

ยาทาแก้น้ำกัดเท้า

Cream_200px_2011น้ำท่วมคราวนี้ทำให้หลายคนต้องเดินลุยน้ำบ่อยๆ จุดอับชื้นเช่นตามง่ามนิ้วเท้าเป็นที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคน้ำกัดเท้า ซึ่งมีสาเหตุมาจากแบคทีเรียที่เพิ่มจำนวนขึ้นบนผิวหนังมากกว่าที่จะถูกทำลายด้วยน้ำเหมือนกับชื่อของอาการหรือโรค

ความเปียกชื้นทำให้แบคทีเรียที่ปะปนอยู่ในน้ำสกปรกที่ต้องลุยย่ำไปเพิ่มจำนวนขึ้น เกิดการอักเสบของผิวหนัง ทำเกิดการคันและหลุดลอกจนเป็นแผลได้ การใช้โลชั่นเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังเพื่อลดความคันไม่ใช่ทางออกที่ดี เพราะไปเพิ่มความชื้นให้แบคทีเรียอยู่ได้สบายยิ่งขึ้น

ยาทาแก้น้ำกัดเท้าที่ผมเองก็เพิ่งได้รับแจกมากับถุงยังชีพ มีส่วนผสมของสารเคมีสองชนิดหลักๆ ได้แก่กรดเบนโซอิก 6% และกรดซาลิไซลิก 3%

กรดเบนโซอิก (bezoic acid) มีสูตรเคมีว่า C6H5COOH มีคุณสมบัติในการทำลายแบคทีเรีย ในกรณีของยาทาแก้น้ำกัดเท้านั้น เป็นครีมทาภายนอก แต่ก็มีการใช้เป็นยากันบูด ปริมาณที่บริโภคได้โดยปลอดภัยถูกกำหนดไว้ตามกฎหมาย แต่บางคนอาจจะอ่อนไหวต่อกรดเบนโซอิกและเป็นอันตรายได้ มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่ากรดเบนโซอิกมีผลต่อกระบวนการเมตาบอลิซึมในแบคทีเรีย ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุที่ใช้กรดเบนโซอิกในการทำลายแบคทีเรียได้

กรดซาลิไซลิก (Salicylic acid) C6H4(OH)COOH หรือเรียกว่า 2-Hydroxybenzoic acid แหล่งที่มาตามธรรมชาติที่เรารู้จักกันมาแต่อดีตคือพืชชนิด Salix alba ที่มีคนเอาเปลือกมาเคี้ยวแก้ปวดฟันได้ ปัจจุบันก็เป็นองค์ประกอบของยาแก้ปวดอย่างแอสไพริน (aspirin) นอกจากนี้ก็มีคุณสมบัติในการต้านเชื้อรา จึงเป็นส่วนประกอบหนึ่งในยาทาแก้น้ำกัดเท้า และมีฤทธิบันเทาความเจ็บปวดจากการอักเสบได้

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง:

บทที่ 7 โครงสร้างและหน้าที่ในสัตว์

ภาวะอ่อนเพลียเรื้อรังกับระบบภูมิคุ้มกัน

Activity_SSRubnong_2006อาการอ่อนเพลียเรื้อรัง (Chronic Fatigue Syndrome) เป็นโรคลึกลับที่จนป่านนี้ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าสาเหตุและวิธีรักษาควรจะเป็นเช่นไร แต่ในรายงานผลการศึกษาหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร PLoS ONE แสดงให้เห็นว่าระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอาจเป็นปัจจัยหนึ่งของโรคนี้

ผู้วิจัยสังเกตุพบว่าคนไข้ที่เป็นทั้งมะเร็งเม็ดเลือดและมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรังนี้ เมื่อได้รับยาต้านมะเร็งกลับหายจากอาการอ่อนเพลียเรื้อรังไปด้วย พวกเขาจึงทำการศึกษาเพิ่มเติม

คนไข้ที่มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง 30 คนได้รับยาที่จะทำลายเม็ดเลือดขาวชื่อ Rituximab ในขณะที่อีกครึ่งได้รับยาหลอก (placebo) จากนั้นให้คนไข้กรอกคะแนนว่ารู้สึกอย่างไร้เกี่ยวกับความอ่อนเพลียของตนว่ารู้สึกว่าไม่เห็นจะเปลี่ยนแปลงตรงไหน เปลี่ยนแปลงพอควร หรือเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล จากหน้ามือเป็นหลังมือและเลิกอ่อนเพลียไปเลยก็มี

กลุ่มที่ได้รับยาจริงบอกว่าอาการดีขึ้น 67% ในขณะที่กลุ่มที่ได้ยาหลอกก็อุตสาห์บอกว่ามีอาการดีขึ้น 13%

คนที่รู้สึกว่าหายแล้ว ก็กลายเป็นคนปกติไปแม้จะไม่ได้รับยา แต่บางคนก็กลับมาเพลียต่อเหมือนเดิม ทำให้อาการที่ยังเป็นปริศนานี้เริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้างว่าระบบภูมิคุ้มกันของเรา อาจเป็นต้นเหตุของความอ่อนเพลียเรื้อรังในคนบางกลุ่มก็เป็นได้

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง:

บทที่ 7 โครงสร้างและหน้าที่ในสัตว์

รักษาหูชั้นกลางอักเสบด้วยยารักษามะเร็ง

รายงานในวารสาร PLoS Genetics แสดงให้เห็นว่ายารักษามะเร็งพวกตัวยับยั้ง VEGF ใช้รักษาหูชั้นกลางอักเสบ (otitis media) ได้โดยการทำให้ไม่เกิดภาวะมีออกซิเจนน้อย (hypoxia) ในหูชั้นกลาง ซึ่งจะช่วยให้ไม่มีของเหลวสะสมจากการอักเสบจากการอักเสบได้

การอักเสบของหูชั้นกลาง ซึ่งมีของเหลวสะสมในหูช้้นกลางเป็นโรคที่เด็กจะเป็นกันมากด้วย และจะสูญเสียประสิทธิภาพหรือสูญเสียการได้ยินไป การสื่อสารและการเรียนรู้ก็จะมีปัญหาตามมา การใช้ยารักษามะเร็งกับเด็กอาจจะไม่ใช่สิ่งที่คนอยากทำ แต่ผลการทดลองในหนูทำให้นักวิทยาศาสตร์คิดว่าจะสามารถเอาแผ่นยาไปแปะไว้เพื่อรักษาการอักเสบได้โดยตรง

ปกติแล้วต้องใช้การผ่าตัดเล็กๆ ติดอุปกรณ์ช่วยฟังเข้าไป หากการใช้ยาช่วยรักษาได้ ก็จะได้ไม่ต้องผ่าตัดและติดอุปกรณ์เพิ่มที่หู

ที่มา: BBC News – ‘Glue ear’ treatment could see ‘end to grommet surgery’.

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง:

บทที่ 2 เซลล์, บทที่ 3 พันธุศาสตร์

มะเร็งเต้านมที่ไม่เกี่ยวกับฮอร์โมน

มีการใช้ฮอร์โมนช่วยรักษามะเร็งเต้านมได้ เพราะฮอร์โมนเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดมะเร็ง ดังนั้นยาที่ควบคุมระดับฮอร์โมนจึงช่วยรักษามะเร็งได้เช่น tamoxifen และพวกยายับยั้งการทำงานของเอนไซม์ aromatase แต่ก็มีมะเร็งอีกจำนวนหนึ่งที่ยาพวกนี้ใช้ไม่ได้ผล

เมื่อนักวิทยาศาสตร์ศึกษามะเร็งพวกนี้ว่าทำไมยาเกี่ยวกับฮอร์โมนใช้ไม่ได้ผล พวกเขารายงานในวารสาร Nature ว่ามะเร็งพวกนี้มีการเกิดขึ้นและเติบโตจากการกระทำของยีนเช่น PHGDH ที่พบในมะเร็งกว่า 70% ที่ใช้ยาเกี่ยวกับฮอร์โมนรักษาไม่ได้

นักวิทยาศาสตร์จึงหวังที่จะเอายีนนี้เป็นเป้าหมายของการรักษามะเร็งเต้านมต่อไป

ที่มา: BBC News – Gene link to 70% of hard-to-treat breast cancers.

บทที่ 2 เซลล์, บทที่ 3 พันธุศาสตร์, บทที่ 5 ความหลากหลาย

ไวรัสต้านมะเร็ง

BBC News – ‘Anti-cancer virus’ shows promise. ข่าวนี้กล่าวถึงงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เกี่ยวกับการใช้ไวรัสที่ได้รับการปรับเปลี่ยนพันธุกรรมให้ตรงเข้าไปหาเซลล์มะเร็งเป้าหมายที่ได้รับการทำเครื่องหมายด้วยยาไว้ก่อนหน้านี้ได้ ซึ่งในอนาคตข้างหน้าอาจนำไปสู่การรักษามะเร็งที่ดียิ่งขึ้นได้