บทที่ 4 วิวัฒนาการ, บทที่ 8 นิเวศวิทยา

การสู้กันของยีราฟ (มวยไทยเวอร์ชัน)

Giraff_200px_2012

ยีราฟเพศผู้อาจสู้กันด้วยการใช้คอที่เหมือนกระบองขนาดใหญ่ และด้วยวิวัฒนาการที่เกิดขึ้น ทำให้ส่วนคอและกระโหลกสามารถใช้สู้กันได้โดยไม่ต้องบาดเจ็บกันมากนัก แต่ก็มีการพบว่ายีราฟอาจสู้กันจนกระทั่งได้แผลได้เลือดได้ หากมุมและการเคลื่อนที่นั้นทำให้เกิดแรงเฉือนในจุดที่บอบบางเช่นใกล้ ๆ ดวงตา

ในคลิปข้างบน ยีราฟตัวหนึ่งใช้ส่วนเขาอัดเข้าที่ท้ายทอยของยีราฟอีกตัว จนทำให้ยีราฟตัวนั้นล้มทั้งยืน ลงไปนอนให้กรรมการนับสิบได้ แต่โชคดีที่มันก็ลุกขึ้นเองได้ ไม่เช่นนั้นอาจเป็นเหยื่อของผู้ล่าได้โดยง่าย

หากฟาดกันด้วยแรงและคอที่ใหญ่ ยีราฟตัวที่มีคอใหญ่ยาวอาจได้เปรียบ แต่หากยีราฟที่เสียเปรียบใช้ท่าจู่โจมแบบในคลิปก็อาจสามารถล้มยีราฟที่มีร่างกายเหนือกว่า และผู้ชนะก็มีสิทธิ์ในการจับคู่ผสมพันธุ์กับยีราฟเพศเมียนั่นเอง

Clip: https://www.facebook.com/TELEGRAPH.CO.UK/videos/10155629056039749/

(Giraffes use Muay Thai Low Kick moves caught on camera)

ในอีกคลิปหนึ่ง ตามลิงก์ที่ให้ ยีราฟใช้คอและหัวฟาดไปยังขาหรือเข่าของคู่ต่อสู้ แทนที่จะฟาดกันที่คอ ซึ่งจะไม่ทำอันตรายนักกับฝ่ายตรงข้าม

เทคนิกที่เหมือนการเตะเจาะยางของมวยไทยนี้ อาจทำให้ยีราฟที่มีรูปร่าง เช่นคอที่เล็กกว่า อาจเอาชนะยีราฟที่ร่างกายเหนือกว่า และมีสิทธิ์จับคู่ผสมพันธุ์กับเพศเมียได้เช่นกัน

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

บทที่ 5 ความหลากหลาย

รวมแชร์มาจากเฟซบุ๊ค

บทที่ 7 โครงสร้างและหน้าที่ในสัตว์

เกมส์จุลชีพแห่งทางเดินอาหาร

เด็ก ๆ ชอบเล่นเกมส์เพราะว่ามันสนุกและผ่อนคลาย ห่างไกลจากความคาดหวังอันยิ่งใหญ่ของพ่อแม่ ครู และสังคมรอบข้าง จึงมีผู้ใหญ่ใจดีที่หวังใช้พลังแห่งเกมไปช่วยพัฒนาการเรียนรู้

บทความนี้กล่าวถึงบอร์ดเกมที่เล่นกันบนแผ่นกระดาน มีแผ่นการ์ดที่มีข้อมูลเกี่ยวกับจุลชีพในทางเดินอาหาร และผลของมันที่กระทำกับร่างกายของเรา หากคลิ๊กดูภาพประกอบจะได้เห็นแนวคิดในการพัฒนาและรูปแบบที่ได้รับการพัฒนาขึ้นจนถึงระดับที่นำไปสู่การค้าได้ แต่ใครจะซื้อไปเล่น หรือซื่อไปให้เด็ก ๆ เล่นก็คงต้องพิจารณาอีกที

ที่มา: http://journals.plos.org/plosbiology/article?id=10.1371/journal.pbio.2001984

บทที่ 5 ความหลากหลาย, บทที่ 8 นิเวศวิทยา

วาฬกระซิบ

วาฬหลังค่อม (humpback whale) มีพฤติกรรมส่งเสียงร้องสื่อสารกับพวกเดียวกันที่อาจดังไปไกล แต่กับระหว่างแม่และลูกแล้ว การส่งเสียงดังเกินไปคงไม่ใช่เรื่องจำเป็นเพราะว่ายน้ำคลอเคลียอยู่ใกล้กัน และดูเหมือนว่าการส่งเสียงดังอาจทำให้ผู้ล่ารู้ว่าพวกมันอยู่ที่ไหนด้วย ทำให้พบได้ว่าวาฬแม่ลูกใช้การสื่อสารแบบที่เรียกได้ว่ากระซิบกันเบา ๆ

1493611335284(1)

ที่มา: http://www.bbc.com/news/science-environment-39720454

บทที่ 4 วิวัฒนาการ

เปรียบเทียบขนาดดาวเคราะห์

1493206693839(1)

คลิปเปรียบเทียบขนาดดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์แคระ ดวงจันทร์ ที่สำคัญของระบบสุริยะ

Link: https://www.facebook.com/CosmosUpp/videos/830778733737577/

บทที่ 2 เซลล์, บทที่ 4 วิวัฒนาการ, บทที่ 7 โครงสร้างและหน้าที่ในสัตว์

มะเร็งที่แพร่ระบาดได้

14902260469961.jpg

ตัวแทสมาเนียนเดวิล คงไม่อยากกัดกันแล้วเป็นมะเร็ง แต่โรค Devil Facial Tumour Disease (DFTD) กำลังทำให้ประชากรของสัตว์ชนิดนี้ลดลงไปเรื่อย ๆ

ปกติแล้วมะเร็งไม่แพร่ระบาดแบบโรคติดต่อ เพราะเซลล์มะเร็งจะมีผิวเซลล์ที่หลอกภูมิคุ้มกันของตัวเองได้ แต่หลอกตัวอื่นไม่ได้ ดังนั้นเมื่อสัตว์ได้รับเซลล์มะเร็งจากสิ่งมีชีวิตตัวอื่น ระบบภูมิคุ้มกันจะเห็นมันเซลล์แปลกปลอม และทำลายได้

แต่เซลล์ของ DFTD ไม่มีผิวเซลล์ที่ภูมิคุ้มกันจะจำได้ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ตัวไหน มันจึงแพร่ระบาดได้เมื่อแทสมาเนียนเดวิลกัดใบหน้ากัน ก็จะได้รับเซลล์มะเร็งของตัวที่เป็นอยู่เข้าไป และเมื่อเป็นแล้วก็มักจะตายภายในไม่กี่เดือน แทสมาเนียนก็ไม่มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมการกัดหน้ากัน ดังนั้นจึงทำให้แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว

แม้จะทำนายได้ว่ามันจะสูญพันธุ์ไปด้วยโรคนี้ กับการระบาดของโรคแบบนี้ แต่มันก็ยังไม่สูญพันธุ์ไป นักวิทยาศาสตร์พบว่าในบางประชากรที่เริ่มการพัฒนาภูมิคุ้มกันต่อเซลล์มะเร็งนี้ขึ้นได้

นักวิทยาศาสตร์พยายามจะช่วยให้แทสมาเนียนอยู่รอดต่อไปด้วยวิธีต่าง ๆ เช่นการหาประชากรที่ไม่เป็นโรคมาเลี้ยง เพื่อเพิ่มจำนวนประชากรที่ไม่เป็นโรค รวมถึงการทำวัคซีนถ้าเป็นไปได้

แทสมาเนียนเดวิลเอง มีวิวัฒนาการในการต่อสู้กับโรคนี้ไม่โดยทางตรงก็ทางอ้อม เช่นการที่เพศเมียมีลูกได้ตั้งแต่อายุยังน้อย (12 เดือน) ทำให้อย่างน้อยมันก็จะมีลูกได้ ก่อนที่จะเป็นโรค ดังนั้นหนทางรอดจากการสูญพันธุ์จากโรคมะเร็งที่แพร่ระบาดได้ในหมู่แทสมาเนียนเดวิล ก็อาจจะอยู่ที่ความสามารถในการปรับตัวและวิวัฒนาการของมันเองได้เช่นกัน

สู้ต่อไป…

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

บทที่ 4 วิวัฒนาการ, บทที่ 5 ความหลากหลาย

สาหร่ายสีแดงโบราณ

นักวิทยาศาสตร์รายงานผลการศึกษาในวารสารออนไลน์ PLoS Biology ถึงการใช้เครื่องเอ็กซเรย์แบบใช้ลำแสงซิงโครตรอน (synchrotron-based X-ray) หรือจากเครื่องเร่งอนุภาคเพื่อศึกษาว่าก้อนหินโบราณจนพบว่าข้างในมีโครงสร้างเล็ก ๆ ของสิ่งที่ดูเหมือนสาหร่ายสีแดง (red algae) อยู่ ซึ่งทำให้อายุของพืชในกลุ่มสาหร่ายอาจมีชีวิตอยู่ในโลกนี้เมื่อตั้งแต่ 1.6 ล้านปีก่อนแล้วนั่นเอง

WP_MyBiology_Fossil_200px_20110906_01

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง